เห็นหัวข้อบันทึกเปิดตัวของ "บ้านป่ายาง" แล้ว อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ บันทึกนี้ เป็นหนึ่งในสามของบันทึกชุด "บวร" ที่เคยโด่งดังและเป็นที่รู้จักดีในอดีต มาวันนี้ "พ่อท่าน" นำนโยบายนี้มาปัดฝุ่นใหม่ โดยวิธีขับเคลื่อนที่ไม่ต้องถูกครอบโดย "กรอบ" ของราชการ
บ.ว.ร. หรือ บ้าน วัด โรงเรียน เวอร์ชั่น "พ่อท่าน" นี้มุ่งเนื้อหาครับ ไม่ได้มุ่งรูปแบบ หรือตัวชี้วัดแบบราชการหรือวิชาการ ว่ากันอีกอย่างว่า "ดูกันที่ใจ" เป็นสำคัญครับ เมื่อมาดูกันที่ "องค์ประกอบที่หก" ของชีวิตแล้ว ระบบราชการหรือวิชาการรับไม่ได้แน่นอนครับ นั่นคือคำอธิบายว่าทำไมจึงเป็นการขับเคลื่อน "บวร" รอบใหม่ที่พ้นไปจากกรอบของราชการและวิชาการ
เราใช้วันพระเป็นวันทำกิจกรรมครับ เริ่มด้วยการเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน พูด แล้วเราเป็นคนฟัง และตั้งคำถาม ตอนแรก "แม่เฒ่า" พูดแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ สงสัยแม่เฒ่ากลัวเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ที่ "ราชการ/นักวิชาการ" มาทำทำเป็นตั้งใจฟัง พอแม่เฒ่าเทใจเล่าให้ฟัง แล้วก็ไม่มีอะไรสะท้อนกลับมาเลย แถม "ราชการ/นักวิชาการ" ที่แม่เฒ่าเทใจให้ กลับหายลับไปกับสายลมและสายฝน ปนแสงแดงอีกสี่เดือนของปักษ์ใต้ อย่างไม่มีวี่แววจะกลับมาหาแม่เฒ่าอีกเลย
แต่กิจกรรมที่เราทำคราวนี้ แม่เฒ่าประจักษ์แก่ตาตัวเองว่า เราไม่ได้หนีไปไหน ในวันพระต่อมา และต่อ ๆ มา (สี่เดือนแล้ว) เรานำภาพพร้อมเสียงการเสวนา มาฉายให้แม่เฒ่าได้ดูตัวเองแสวงในทุกวันพระ มิหนำซ้ำยังบอกข่าวความก้าวหน้าให้แม่เฒ่าทราบความคืบหน้าของงานที่เราทำให้เป็นระยะ การนำเรื่องราวมาบันทึกไว้ที่นี้ เป็นความคืบหน้าอีกอย่างหนึ่งหลังจากได้ทำกิจกรรมมาแล้วกว่าสี่เดือน
ความฝันในการทำกิจกรรมนี้อย่างที่เสนอไว้เป็นชื่อของบันทึกนี้คือ "เรียนรู้จากอดีต เพื่ออยู่กับปัจจุบัน จะได้ไม่ต้องถูกอนาคตไล่ล่าไปจนตาย" ภาพฝันนี้จะมีความหมายเป็นอย่างไร จะเป็นจริงหรือไม่เพียงไร โปรดติดตามไปเรื่อย ๆ นะครับ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น