วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านป่ายาง

ที่บ้านป่ายาง ผมได้พบความอัศจรรย์ใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ "สุนทร์ภู่" กลับชาติมาเกิดครับ หมอแดนไพรอรัญ สามารถว่ากลอนแปดสด ๆ และยังสามารถว่า "เพลงบอก" หลอนหก และอีกสารพัดบทกวีครับ วันนี้นำภาพ "ลุงหมอ" ว่ากลอนแปดสด ๆ มาฝากราวห้านาทีครับ

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เพลงร้องเรือป้าผ่อง 2

ป้าผ่องขับเพลงให้เราฟังอีกตอนครับ เชิญรับชมรับฟังครับ


เพลงร้องเรือป้าผ่อง 1

ป้าผ่อง ภูมิปัญญาชุมชนป่ายาง ขับเพลงร้องเรือให้พวกเราฟังในวันพระหนึ่งที่วัดป่ายางเชิญรับชมรับฟังครับ


น้าแก้วเล่าเรื่องต่อตอนสอง

เชิญชมครับ

เรื่องเล่าจากบ้านป่ายาง 1

น้าแก้วผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนตอนหนึ่งครับ

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นำเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนบ้านป่ายาง

ในเช้าวันหนึ่ง ผมมีโอกาสติดตามพระเข้าไปบิณฑบาตรในชุมชนครับ ผมประทับใจบรรยากาศในชุมชนมาก ก็เลยเก็ฐภาพมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านครับ หากมีโอกาสจะมาเยี่ยมชุมชนแห่งนี้ก็ได้นะครับ ติดต่อผ่านบล็อกแห่งนี้ได้ครับ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะครับ เราไม่ได้ทำธุรกิจด้านนี้หรอก เพียงแต่ต้องการรักษาวิถีชีวิตชุมชนไว้เท่านั้นเอง เชิญชมภาพบรรยากาศยามเข้าของชุมชนแห่งนี้ได้ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

ย้อนอดีตบ้านป่ายาง 300 ปี

เมื่อคราวที่เราใช้โอกาส "วันธรรมสวนะ" ถือโอกาสแทรกภาษากลางบ้างบางโอกาส หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าคือ "วันพระ" บ้านเรานี้เอง ครั้งแรกที่เราทำการเรียนรู้เรื่องอดีตคนป่ายางนั้น เราให้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าเล่าให้ลูกหลานฟังว่า ใครทำอะไรเป็นบ้าง เราค้นพบว่า "ป้าพร้อย" อายุร่วม 80 ปี ทำแป้งข้าวหมากเป็น ส่วนคนอื่น ๆ เช่น "น้าแก้ว" อายุไล่เลี่ยกับป้าพร้อยทำงานจักสานหลายอย่างได้ ส่วนเรื่องการทำ "เกษตรธรรมชาติ" นั้น เป็นวิถีชีวิตแต่เดิมของคนป่ายางอยู่แล้ว คนอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่พิธีกรรมทางศาสนาแบบ "บ้านเรา" ที่สอนกันปากต่อปากมาหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่แบบภาคกลางที่พิมพ์เป็นหนังสือแบบทุกวันนี้ ก็มีหลายคนเช่น น้าแก้ว น้าศักดิ์ น้าเถี่ยว

วันพระถัดมาเราให้ "ป้านึก" อายุ 86 ปี เล่าประวัติศาสตร์ป่ายังให้ฟัง ป้านึกสามารถย้อนไปถึง "ตา" ของป้านึกเอง เดี๋ยวผมจะขยายความในตอนท้าย ก่อนอื่นเล่าสภาพปัจจุบันของบ้านป่ายางให้ผู้อ่านพอทราบเป็นพื้นฐานก่อนครับ

บ้านป่ายางในปี 2552 นี้ เป็นการแบ่งเขตใหม่ตามการปกครองสมัยใหม่ที่มี อบต. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บ้านป่ายางถูกจัดให้เป็น หมู่ 4 ขึ้นอยู่กับตำบลท่างิ้ว บ้านป่ายางเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับหมู่บ้านแถวอำเภอปากพนังที่ผมเคยอยู่มาเมื่อหลายเดือนก่อน ในขณะที่หมู่บ้านแถวปากพนังมีจำนวนครัวเรือ่นเฉลี่ยประมาณ 100 หลังคาเรือน บางทีทั้งตำบลมีประมาณ 500 หลังคาเรือนเอง บ้านป่ายางหมู่ 4 หมู่เดียวก็ใหญ่กว่าบางตำบลในปากพนังแล้ว คือ มีถึงประมาณ 700 หลังคาเรือน มีหย่อมบ้านทั้งหมด 14 หย่อมบ้าน หย่อมบ้านเก่าแก่ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ป่ายางคือ บ้านแขก โดพูน นาภาพ ส่วนบ้านป่าบาง เป็นชุมชนใหม่ เมื่อเห็นภาพรวมของบ้านป่ายางแล้ว เรามาลองดูประวัติศาสตร์ย้อนไปประมาณ 200 ปีกันดูนะครับ

ป้านึกเล่าว่า "สมัยป้าเป็นเด็ก ป้าเข้าโรงเรียนที่ศาลาไพ โรงเรียนมีแค่ชั้นสี่ พออายุ 14 ป้าก็ต้องออกจากโรงเรียน เพราะเขาให้เรียนจบแค่นั้น" เรื่องชีวิตในวัยเด็กป้าเล่าให้ฟังว่า "สมัยเป็นเด็กต้องเดินไปเรียน ไม่มีถนนเหมือนอย่างทุกวันนี้หรอก ต้องเดินไปตามหัวนา เกือกก็ไม่มีใส่" ผมถามว่าสกุลเดิมป้าคืออะไร ป้าเล่าให้ฟังว่า "พ่อนามสกุลรัฐศรี แม่ไม่รู้ พ่อของพ่อเป็นชาวนาภาพ หลังจากนั้นจึงย้ายมาอยู่บ้านแขก" หย่อมบ้านสองหย่อมบ้านนี้ ตามที่ผมได้มีโอกาสเดินไปเที่ยว (ตามพ่อหลวงไปบิณฑบาตรครับ) พบว่าอยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร ผมถามป้านึกถึงปู่ของป้านึก ป้าตอบว่า "ป้าจำชื่อปู่ไม่ได้แล้ว ทราบแต่ว่าอยู่ไสหร้า แต่ไม่ทราบว่าย้ายมาแต่ไหน"

หากอนุมานจากข้อมูลที่ป้าให้มา อาจกล่าวได้ว่าชุมชนแห่งนี้มีอายุร่วมสองร้อยปี หากคิดแบบหยาบ ๆ ว่า ป้านึกอยู่มาแล้ว 8o กว่าปี บวกอายุพ่อป้านึกที่น่าจะมากกว่าป้านึกประมาณ 50 ปี และพ่อของพ่ออีก 50 ปี ก็จะได้ 180 ปี ที่เหลืออีก 120 ปี จะครบ 300 ปี ดังที่จั่วหัวไว้นั้น ผมคงจะต้องใช้หลักฐานทางวัตถุเป็นเครื่องสืบสาวต่อไปครับ

ในบันทึกต่อไปผมจะมาเล่าให้ฟังว่า คนหนุ่มคนสาวในสมัยป้านึก มีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง แล้วค่อยพบกันครับ

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

เรียนรู้จากอดีต เพื่ออยู่กับปัจจุบัน จะได้ไม่ต้องถูกอนาคตไล่ล่าไปจนตาย

เห็นหัวข้อบันทึกเปิดตัวของ "บ้านป่ายาง" แล้ว อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ บันทึกนี้ เป็นหนึ่งในสามของบันทึกชุด "บวร" ที่เคยโด่งดังและเป็นที่รู้จักดีในอดีต มาวันนี้ "พ่อท่าน" นำนโยบายนี้มาปัดฝุ่นใหม่ โดยวิธีขับเคลื่อนที่ไม่ต้องถูกครอบโดย "กรอบ" ของราชการ

บ.ว.ร. หรือ บ้าน วัด โรงเรียน เวอร์ชั่น "พ่อท่าน" นี้มุ่งเนื้อหาครับ ไม่ได้มุ่งรูปแบบ หรือตัวชี้วัดแบบราชการหรือวิชาการ ว่ากันอีกอย่างว่า "ดูกันที่ใจ" เป็นสำคัญครับ เมื่อมาดูกันที่ "องค์ประกอบที่หก" ของชีวิตแล้ว ระบบราชการหรือวิชาการรับไม่ได้แน่นอนครับ นั่นคือคำอธิบายว่าทำไมจึงเป็นการขับเคลื่อน "บวร" รอบใหม่ที่พ้นไปจากกรอบของราชการและวิชาการ

เราใช้วันพระเป็นวันทำกิจกรรมครับ เริ่มด้วยการเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน พูด แล้วเราเป็นคนฟัง และตั้งคำถาม ตอนแรก "แม่เฒ่า" พูดแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ สงสัยแม่เฒ่ากลัวเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ที่ "ราชการ/นักวิชาการ" มาทำทำเป็นตั้งใจฟัง พอแม่เฒ่าเทใจเล่าให้ฟัง แล้วก็ไม่มีอะไรสะท้อนกลับมาเลย แถม "ราชการ/นักวิชาการ" ที่แม่เฒ่าเทใจให้ กลับหายลับไปกับสายลมและสายฝน ปนแสงแดงอีกสี่เดือนของปักษ์ใต้ อย่างไม่มีวี่แววจะกลับมาหาแม่เฒ่าอีกเลย

แต่กิจกรรมที่เราทำคราวนี้ แม่เฒ่าประจักษ์แก่ตาตัวเองว่า เราไม่ได้หนีไปไหน ในวันพระต่อมา และต่อ ๆ มา (สี่เดือนแล้ว) เรานำภาพพร้อมเสียงการเสวนา มาฉายให้แม่เฒ่าได้ดูตัวเองแสวงในทุกวันพระ มิหนำซ้ำยังบอกข่าวความก้าวหน้าให้แม่เฒ่าทราบความคืบหน้าของงานที่เราทำให้เป็นระยะ การนำเรื่องราวมาบันทึกไว้ที่นี้ เป็นความคืบหน้าอีกอย่างหนึ่งหลังจากได้ทำกิจกรรมมาแล้วกว่าสี่เดือน

ความฝันในการทำกิจกรรมนี้อย่างที่เสนอไว้เป็นชื่อของบันทึกนี้คือ "เรียนรู้จากอดีต เพื่ออยู่กับปัจจุบัน จะได้ไม่ต้องถูกอนาคตไล่ล่าไปจนตาย" ภาพฝันนี้จะมีความหมายเป็นอย่างไร จะเป็นจริงหรือไม่เพียงไร โปรดติดตามไปเรื่อย ๆ นะครับ